พ่อพาทำ ภาค 2 · บทส่งท้าย 3 · Software Architect

Software Architect: ถ้าไม่ Nerf ผมจะคุมโครงสร้างและจังหวะงานอย่างไร

ภาพประกอบSoftware Architect: ถ้าไม่ Nerf ผมจะคุมโครงสร้างและจังหวะงานอย่างไร

ถ้าผมไม่ได้ ทักษะ Architect ของตัวเอง ผมจะเข้าไปกำกับงานสองเรื่องให้ชัดตั้งแต่ต้นครับ เรื่องแรกคือโครงสร้างข้อมูล เรื่องที่สองคือวิธีจัดกลุ่มและวางจังหวะการทำงาน

สำหรับผม การคุม ไม่ใช่แค่บอกว่าควรมีตารางอะไร แต่ต้องไล่ดูว่าข้อมูลแต่ละชุดแทนอะไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีกติกาการใช้งานแบบไหนด้วย เหมือนที่ผมทำกับ Pantry-demo ตอนนั้นผมเห็นว่าโมเดลเดิมยังเล่าการทำงานของ Pantry ไม่ตรงกับที่คิด จึงอธิบายว่ารายการสินค้าเป็นข้อมูลหลัก การรับเข้าและเบิกออกควรมีประวัติ ส่วนรายการซื้อยังเป็นแค่แผน ไม่ใช่ของที่เข้าสต็อกแล้ว ผมขอให้ AI เสนอแบบข้อมูลพร้อมเหตุผล แล้วค่อยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง , และ จนเห็นภาพเดียวกันก่อนเดินงานต่อ

ถ้าผมคุม Trip Planner แบบนั้น ผมก็จะลงไปกำหนดความสัมพันธ์และวิธีใช้ข้อมูลของทริป ตัวเลือก แผน และยอดใช้จริงอย่างละเอียดก่อนครับ เพราะข้อมูลของแต่ละตัวเลือกต้องเชื่อมกับหน้าจอและขั้นตอนใช้งาน เมื่อโครงและกติกาชัดแล้ว UX/UI จึงค่อยจัดให้รองรับการทำงานตามนั้น ไม่ใช่เพียงออกแบบตารางแล้วปล่อยให้หน้าจอไปตามโครงโดยไม่ทบทวนการใช้งาน

ส่วนเรื่องจังหวะงาน Trip Planner รอบนี้จบที่ 25 โดยมีทั้งการแก้ และการเก็บรายละเอียด UX/UI ต่อเนื่อง ถ้าผมใช้แนวทางกำกับงานแบบ Pantry-demo ผมจะจัดกลุ่มงานเป็นรอบๆ กำหนดขอบเขตและจุดตรวจให้ชัดเจน โดยผมประเมินว่า Trip Planner น่าจะจบได้ภายในประมาณ 7 รอบส่งมอบครับ แต่ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงการประเมินจากประสบการณ์ ไม่ใช่ผลที่พิสูจน์ด้วยการทดลองซ้ำ

สำหรับผม การใช้ทักษะ Architect คือการเข้าไปกำกับจุดที่ส่งผลต่อทั้งระบบ เพื่อให้งานพอเหมาะพอดีทั้งกระบวนการและสิ่งที่ส่งมอบครับ ผมจึงเลือกลงรายละเอียดโครงข้อมูลกับกติกาการใช้ และวางขอบเขตกับจุดตรวจของแต่ละรอบ แทนที่จะเข้าไปควบคุมทุกการแก้ไขทีละรายการ