ถ้าผมไม่ได้ การจำกัดทักษะบางด้านของ Owner ไว้ เพื่อดูว่า AI จะพางานไปได้แค่ไหน ทักษะ Architect ของตัวเอง ผมจะเข้าไปกำกับงานสองเรื่องให้ชัดตั้งแต่ต้นครับ เรื่องแรกคือโครงสร้างข้อมูล เรื่องที่สองคือวิธีจัดกลุ่มและวางจังหวะการทำงาน
สำหรับผม การคุม โครงสร้างที่กำหนดว่าระบบเก็บข้อมูลอะไร เชื่อมโยงกันอย่างไร และนำไปใช้งานแบบไหน ไม่ใช่แค่บอกว่าควรมีตารางอะไร แต่ต้องไล่ดูว่าข้อมูลแต่ละชุดแทนอะไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีกติกาการใช้งานแบบไหนด้วย เหมือนที่ผมทำกับ Pantry-demo ตอนนั้นผมเห็นว่าโมเดลเดิมยังเล่าการทำงานของ Pantry ไม่ตรงกับที่คิด จึงอธิบายว่ารายการสินค้าเป็นข้อมูลหลัก การรับเข้าและเบิกออกควรมีประวัติ ส่วนรายการซื้อยังเป็นแค่แผน ไม่ใช่ของที่เข้าสต็อกแล้ว ผมขอให้ AI เสนอแบบข้อมูลพร้อมเหตุผล แล้วค่อยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง รายการสินค้าหลักในระบบคลัง, ปริมาณสินค้ารับเข้าแต่ละชุด ซึ่งอาจมีวันหมดอายุแยกกัน และ ประวัติการเคลื่อนไหวของสินค้า เช่น รับเข้า เบิกออก หรือตัดทิ้ง จนเห็นภาพเดียวกันก่อนเดินงานต่อ
ถ้าผมคุม Trip Planner แบบนั้น ผมก็จะลงไปกำหนดความสัมพันธ์และวิธีใช้ข้อมูลของทริป ตัวเลือก แผน และยอดใช้จริงอย่างละเอียดก่อนครับ เพราะข้อมูลของแต่ละตัวเลือกต้องเชื่อมกับหน้าจอและขั้นตอนใช้งาน เมื่อโครงและกติกาชัดแล้ว UX/UI จึงค่อยจัดให้รองรับการทำงานตามนั้น ไม่ใช่เพียงออกแบบตารางแล้วปล่อยให้หน้าจอไปตามโครงโดยไม่ทบทวนการใช้งาน
ส่วนเรื่องจังหวะงาน Trip Planner รอบนี้จบที่ ช่วงงานที่กำหนดขอบเขตและผลส่งมอบไว้ 25 โดยมีทั้งการแก้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้ระบบทำงานไม่ตรงตามที่ควร และการเก็บรายละเอียด UX/UI ต่อเนื่อง ถ้าผมใช้แนวทางกำกับงานแบบ Pantry-demo ผมจะจัดกลุ่มงานเป็นรอบๆ กำหนดขอบเขตและจุดตรวจให้ชัดเจน โดยผมประเมินว่า Trip Planner น่าจะจบได้ภายในประมาณ 7 รอบส่งมอบครับ แต่ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงการประเมินจากประสบการณ์ ไม่ใช่ผลที่พิสูจน์ด้วยการทดลองซ้ำ
สำหรับผม การใช้ทักษะ Architect คือการเข้าไปกำกับจุดที่ส่งผลต่อทั้งระบบ เพื่อให้งานพอเหมาะพอดีทั้งกระบวนการและสิ่งที่ส่งมอบครับ ผมจึงเลือกลงรายละเอียดโครงข้อมูลกับกติกาการใช้ และวางขอบเขตกับจุดตรวจของแต่ละรอบ แทนที่จะเข้าไปควบคุมทุกการแก้ไขทีละรายการ
