พ่อพาทำ ภาค 2 · บทส่งท้าย 2 · AI Development

AI Development: สมองที่พอเหมาะ กับราคาที่ต้องจ่าย

ภาพประกอบAI Development: สมองที่พอเหมาะ กับราคาที่ต้องจ่าย

ในเล่มก่อนผมเคยบอกว่า “AI เก่งรู้ทุกอย่าง ยกเว้นรู้จริง” ครับ งาน Trip Planner ทำให้ผมรู้สึกว่าได้เจอประเด็นนั้นอีกครั้ง ทั้งที่เปลี่ยน มาแล้ว

ผมเปลี่ยนจาก DeepSeek V4.1 Flash มาเป็น Muse Spark 1.3 เพราะตอนนั้นต้นทุนการเรียกใช้เท่ากัน และช่วงท้ายๆ ของ Pantry-demo ผมรู้สึกว่า Muse ทำงานได้ดีกว่า ผมเลยเลือก ที่คิดว่าความสามารถกับต้นทุนพอเหมาะกับงาน ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องใช้รุ่นใหม่ที่สุดเพียงเพราะเป็นรุ่นใหม่

ใน Trip Planner ผมรู้สึกว่า Muse อ่าน ได้ดีครับ แต่พอทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ กลับไม่ค่อยรักษาภาพรวมของสิ่งที่กำลังทำไว้ได้ ช่วงแรกที่ทำหน้าจอใช้จริง การแก้หลายจุดค่อยๆ กลายเป็นการปะผุ ยิ่งปรับบางส่วน ภาพรวมก็ยิ่งไม่ลงตัว สุดท้ายผมต้องเป็นคนสั่งให้หยุดแก้เฉพาะจุด แล้วกลับไป โดยรวมใหม่

หลังจากได้ ชุดใหม่ AI ก็ช่วยทำแอปต่อ ปรับตามที่ผมลองและทัก แล้วเดินงานไปจนถึงการทดสอบกับการรับงานได้ครับ แต่ผลที่ออกมายังทำให้ผมไม่แน่ใจว่า Muse ดีกว่า DeepSeek มากแค่ไหน ผมจำได้ว่าปัญหาการเสียภาพรวมและแก้แบบปะผุเกิดน้อยกว่าใน Pantry-demo แต่ความทรงจำนี้ยังไม่พอให้ฟันธง และผมไม่ได้จะกลับไปทำการทดลองเปรียบเทียบซ้ำ

ความต่างนี้อาจเกี่ยวกับตัว หรือ “Brain” ที่ผมใช้เรียกมันก็ได้ครับ ผมคิดว่า Brain ที่เก่งขึ้นอาจช่วยลดเวลาที่เสียไปกับการทบทวนภาพรวมและแก้ปัญหาซ้ำ แต่จากงานครั้งนี้ยังแยกไม่ได้ว่าความติดขัดมาจาก Brain, วิธีทำงาน, บริบทที่สะสมระหว่างงาน หรือหลายอย่างประกอบกัน

แม้ทางจะไม่ราบรื่นทั้งหมด สุดท้ายงานก็ผ่านการทดสอบและมาถึงจุดที่ผมตรวจรับได้ครับ แต่ผมก็ยังไม่ได้วัดว่า ระหว่างทางต้องเสียเวลาไปกับการกำกับและดึงภาพรวมกลับมามากแค่ไหน

ผมไม่ได้เลือก AI เพราะคิดว่ามันจะทำทุกอย่างได้ดีที่สุดครับ ผมเลือกเพราะคิดว่ามันดีพอสำหรับงานและต้นทุนที่รับได้ ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องรู้ว่าเมื่อไรควรปล่อยให้มันทำงาน และเมื่อไรควรเข้าไปช่วยดึงภาพรวมกลับมา

รอบนี้อาจจะไม่ได้เดินสวยงามนัก แต่ก็ทำให้ผมเห็นว่า การใช้ AI ให้คุ้มค่าไม่ได้วัดกันแค่ความเก่งของ หรือค่าใช้จ่ายในการเรียกใช้เท่านั้น ยังมีเวลาที่เราต้องใช้กำกับและแก้งานด้วย ซึ่งผมยังไม่ได้วัดต้นทุนส่วนนั้นอย่างจริงจังครับ