ก่อนพา AI ไปช่วยสร้าง SabayJai Pantry ผมอยากชวนทำความรู้จักเครื่องมือกับวิธีคิดค่าใช้จ่ายกันก่อนครับ คำว่า Token, Model หรือ Agent อาจฟังเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ หมายถึงคนละส่วน
Agent, Model และ Harness ต่างกันอย่างไร
ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ ในบทนี้ Agent = Model + Harness ครับ Model คือส่วนที่อ่านคำสั่งและข้อมูลแล้วคิดคำตอบหรือวิธีทำงาน ส่วน Harness คือเครื่องมือที่เชื่อม Model เข้ากับไฟล์และเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้ทำงานต่อได้
ตัวอย่างที่ผมใช้คือ Codex กับ Freebuff ซึ่งทำหน้าที่เป็น Harness ให้ Model ทำงานกับโปรเจกต์ได้ เมื่อ Model กับ Harness ทำงานร่วมกัน Agent ก็รับงานต่อเนื่องหลายขั้นได้ เช่น อ่านไฟล์ ลงมือแก้ และตรวจสิ่งที่ทำ
แล้ว VS Code ล่ะ?
ส่วน VS Code ตอนนี้เรายังไม่ใช้กันครับ ผมจะหยิบมาใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ แล้วเราค่อยตามดูกันไปในเนื้อหาว่าต้องใช้ตอนไหนและเพราะอะไร
เลือก Model ตามงาน
Model แต่ละรุ่นมีจุดเด่นเรื่องความเร็ว ความสามารถ และโควตาที่ใช้ไม่เท่ากัน งานเล็ก ๆ เช่น ขอให้อธิบายคำศัพท์หรือช่วยปรับข้อความ อาจใช้รุ่นที่ตอบเร็วได้ ส่วนงานที่ต้องอ่านไฟล์หลายส่วน ไล่หาสาเหตุของปัญหา หรือคิดผลกระทบที่เกี่ยวกัน อาจต้องเลือกรุ่นที่ทำงานซับซ้อนได้ดีกว่า
ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มจากรุ่นไหน ให้ลองรุ่นที่เครื่องมือแนะนำก่อน แล้วอ่านผลที่ได้ ถ้ายังติดปัญหา ค่อยดูว่าควรอธิบายโจทย์ให้ชัดขึ้น แบ่งงานให้เล็กลง หรือเปลี่ยน Model ครับ การเลือก Model ที่เก่งขึ้นไม่ได้ช่วยแทนการบอกโจทย์ให้ชัด และชื่อรุ่นที่ผมใช้จริงจะเล่าตามตอนที่หยิบมาใช้ในงาน
วิธีคิดค่าใช้จ่ายที่ผมเจอมีสามแบบ
การใช้ Agentic AI ไม่ได้คิดเงินด้วย Token แบบเดียวกันทุกบริการครับ ในงานของผม Codex อยู่แบบที่ 1 ส่วน Freebuff อยู่แบบที่ 3
- เหมาจ่ายรายเดือน มีโควตารายสัปดาห์ — จ่ายค่าสมาชิก แล้วใช้ได้ภายในโควตาของแต่ละสัปดาห์ แบบที่ผมใช้กับ Codex ครับ ถ้าใช้โควตาหมดก็ต้องรอรอบใหม่ หรือดูทางเลือกที่บัญชีมีให้
- จ่าย API ตามที่ใช้จริง — เหมือนมิเตอร์นับปริมาณข้อมูลที่ส่งให้ Model และคำตอบที่ได้กลับมา ถ้าอ่านข้อมูลมากหรือให้ทำหลายรอบก็อาจใช้มากขึ้น ถ้าจะให้ Model ทำงานกับไฟล์หรือโค้ด เรายังต้องมี Harness มาช่วยเชื่อม ไม่ใช่แค่มี API แล้วจะได้เครื่องมือทำงานพร้อมใช้ทันที
- เหมาจ่ายรายเดือน แล้วคิดค่าใช้งานเป็นรายชั่วโมง — แบบที่ผมใช้กับ Freebuff ครับ จ่ายค่าสมาชิกเพื่อเข้าใช้ แล้วนับเวลาเป็นชั่วโมงที่เช่า Agent หรือ Model ไว้ ก่อนเริ่มควรตรวจว่าเริ่มจับเวลาเมื่อไร ใช้ Model ไหนได้ และถ้าใช้เกินเงื่อนไขจะเกิดอะไรขึ้น
Token จึงเป็นหน่วยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการประมวลผล แต่สิ่งที่เราเห็นตอนใช้งานอาจเป็นโควตารายสัปดาห์ ค่าตาม API หรือชั่วโมงเช่าก็ได้ ก่อนเลือกเครื่องมือให้ดูค่าสมาชิก วิธีนับการใช้งาน และเงื่อนไขเมื่อใช้ถึงลิมิต อย่าเทียบแค่ชื่อ Model หรือคำว่า Token อย่างเดียวครับ
เครื่องมือที่ผมใช้กับ SabayJai Pantry
ตอนเริ่ม ผมได้ใช้ Codex ฟรีเดือนแรก และใช้ Antigravity ราคา 189 บาทต่อเดือนอยู่สามเดือน พอช่วง Antigravity หมดลง ผมจึงเริ่มใช้ Freebuff ด้วย
ปัจจุบันเวลาทำงานสร้าง App ผมใช้ Codex กับ Freebuff ควบคู่กัน เพราะมีหลายงานและบางช่วงก็ชน Limit
ชุดที่วางไว้สำหรับงาน Pantry
สำหรับ SabayJai Pantry ผมวางชุดที่จะใช้ไว้สองแบบครับ:
- Codex (Harness) + GPT-6 Luna (Model)
- Freebuff (Harness) + DeepSeek V4 Flash หรือ GLM-5.3-Flash (Model)
เหตุผลคือผมคิดว่าความสามารถของ Model เหล่านี้พอสำหรับงานที่ต้องทำ พอเริ่มลงมือ เราจะตามดูกันว่าแต่ละชุดเหมาะกับงานช่วงไหน และถ้าต้องเปลี่ยนจะเล่าตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ราคา แพ็กเกจ โควตา และเงื่อนไขบริการเปลี่ยนแปลงได้ เราควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนที่จะเข้าไปใช้งาน ถ้าคุณมีเครื่องมืออื่นอยู่แล้วก็ยังเรียนรู้แนวคิดจากเล่มนี้ได้ครับ