หลังจากเห็นว่า Codex ทำงานได้ คำถามถัดไปของผมไม่ใช่จะสร้างอะไรให้ใหญ่ที่สุด แต่คือจะนำมันไปทดลองกับปัญหาอะไรที่ผมเจออยู่จริง
ปัญหาที่เจอจริง — จาก Notepad สู่ Thai Health Buddy
ปัญหานั้นเริ่มจากการคุยเรื่องสุขภาพ วิธีแก้เฉพาะหน้าด้วยการจดข้อมูลลง Notepad ทำให้ผมเห็นทั้งประโยชน์ของข้อมูลรายวันและภาระที่ยังต้องบันทึก รวบรวม และส่งบริบทกลับเข้าไปเองทุกครั้ง
ผมจึงหยิบปัญหานี้มาตั้งเป็นโจทย์แรก ไม่ใช่เพราะรู้แล้วว่าจะสร้างระบบแบบไหน แต่เพราะเป็นปัญหาที่ผมเจอเองและอยากลองหาทางแก้ ถ้าผมบอกข้อมูลบางอย่างไปแล้ว ระบบควรนำบริบทนั้นกลับมาใช้ต่อได้ ไม่ใช่ให้ผมเริ่มอธิบายใหม่ทุกครั้ง และถ้าข้อมูลนั้นจะถูกเก็บไว้ ก็ควรมีจังหวะให้ผมตรวจสอบก่อนว่าเข้าใจถูกหรือไม่
คำถามนี้ทำให้โจทย์เริ่มขยับจากการ “ถามแล้วตอบ” ไปสู่การเก็บข้อมูลที่นำกลับมาใช้เพื่อทบทวนและเข้าใจตัวเองได้ในภายหลัง ไม่ใช่เพียงการหาคำตอบที่ดีในครั้งนั้น
ชื่อ Thai Health Buddy จึงตรงไปตรงมากับสนามทดลองแรกของผม มันเริ่มจากเรื่องสุขภาพเพราะเป็นบริบทที่ผมเจอปัญหาด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าผมรู้คำตอบของระบบตั้งแต่ต้น ผมยังไม่รู้ว่าการเป็น Buddy ที่ดีต้องจำอะไร ต้องถามต่อเมื่อไร หรือควรหยุดตรงไหน สิ่งที่มีในมือมีเพียงปัญหาตั้งต้น และความตั้งใจว่าจะลองทำให้มันใช้งานได้จริง
บทบาทของ AI — ให้ช่วยฟัง ร่างข้อมูล แต่คนเป็นผู้ตัดสินใจ
ตอนนั้นโจทย์ของผมจึงยังไม่ใช่การสร้างระบบสุขภาพที่รู้ทุกอย่าง แต่เป็นการดูว่า ถ้าเริ่มจากข้อมูลที่ผมมีอยู่จริง ให้ Buddy ช่วยฟัง ทำความเข้าใจ สร้างร่าง และให้ผมตรวจสอบก่อนเก็บ มันจะช่วยให้ผมกลับมาทบทวนตัวเองได้หรือไม่
พอเริ่มคิดว่าจะทำให้มันเป็น Product ผมก็เอาแนวทางการทำ Product ที่ผมคิดไว้มาใช้ตั้งแต่ต้น ผมเริ่มจาก Product Vision ก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับและต่อยอดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่พยายามวางคำตอบทุกอย่างให้เสร็จตั้งแต่วันแรก เพราะตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Product จะพาไปเจอคำถามอะไรบ้าง
ยืมกรอบ ISO 29110 — วาง Product Vision ให้ชัดแต่แรก
ก่อนเริ่มเดินงาน ผมนำวิธีบริหารโครงการและ มาตรฐานที่ช่วยให้ทีมขนาดเล็กซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์จัดระเบียบงานและทำงานเป็นขั้นเป็นตอน มาปรับใช้กับการวางเอกสาร ผมไม่ได้ทำตามทั้งหมด แต่เลือกใช้บางเรื่อง เช่น กำหนดขอบเขต วางแผน จดสิ่งที่ตัดสินใจ และกลับมาทบทวนผล
ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่อง Prompt เลย ผมคุยกับ Chat เหมือนคุยกับคน ถามไป เล่าไป อธิบายบริบทไป แล้วดูว่ามันตอบกลับมาอย่างไร วิธีคุยแบบนั้นทำให้ผมเห็นว่า Chat ช่วยคิดและช่วยต่อบทสนทนาได้ แต่ถ้าผมต้องการให้ AI เข้ามาช่วยทำ Product ต่อเนื่อง ผมไม่ควรฝากความเข้าใจทั้งหมดไว้ในบทสนทนาเพียงอย่างเดียว
“เอกสารต้องถูกวางไว้เป็นกรอบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สิ่งที่ค่อยกลับมาเขียนหลังจาก Product เสร็จแล้ว เมื่อ AI เข้ามาอ่าน มันควรใช้สิ่งที่เราวางไว้เป็นจุดตั้งต้นในการทำงานต่อได้ โดยที่เราไม่ต้องพิมพ์อธิบายบริบทเดิมซ้ำไปซ้ำมาทุกครั้ง”
คุยกับ AI ด้วยเอกสาร — ไม่ฝากงานไว้ในแชตอย่างเดียว
ผมจึงคิดว่าต้องเตรียมเอกสารให้ AI เข้ามาอ่านและช่วยทำงาน โดยแต่ละ Document ต้องมีขอบเขตพอดี ไม่มากจน AI อ่านแล้วจับประเด็นหลักไม่เจอ และไม่น้อยจนต้องเติมบริบทเองแล้วพาเรื่องหลุดไปจากสิ่งที่ผมตั้งใจไว้
เมื่อเริ่มจาก Product Vision แล้ว ผมก็ค่อย ๆ วางขอบเขต คำถาม และการตัดสินใจลงไปในเอกสาร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนครั้งเดียวแล้วจบ แต่เปลี่ยนไปตามสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการลงมือทำ เอกสารจึงไม่ได้เป็นงานที่ทำหลัง Product เสร็จ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Product ตั้งแต่ต้น
เมื่อแนวคิดของ Product ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ผมจึงค่อยเห็นว่ามีหลายส่วนเข้ามาประกอบกัน: ข้อมูลส่วนตัว เป้าหมาย ข้อมูลสุขภาพ กิจกรรม และการทบทวน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ระบบเก็บข้อมูลได้มากที่สุด แต่เพื่อช่วยตอบว่าข้อมูลแบบใดมีประโยชน์ต่อการเข้าใจตัวเองและการตัดสินใจ ส่วน AI ช่วยฟัง จัดระเบียบ สกัดข้อมูล และเสนอสิ่งที่อาจเป็นประโยชน์ แต่คนยังเป็นผู้ตรวจสอบและผู้ตัดสินใจอยู่เหมือนเดิม
ภาพนี้ไม่ได้อยู่ในหัวผมครบตั้งแต่วันแรก มันค่อย ๆ ชัดขึ้นจากการทำงานและจากคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างทาง สิ่งที่ผมรู้ในช่วงเริ่มต้นมีเพียงว่า Product ต้องไม่ซับซ้อนเกินไป ต้องควบคุมต้นทุนได้ และต้องทำให้เดินต่อได้ในเวลานอกงาน รายละเอียดว่าจะแปลงเงื่อนไขเหล่านี้ให้เป็นวิธีสร้างอย่างไร จึงกลายเป็นคำถามของตอนถัดไป
ตอนนี้ผมมีโจทย์แรกแล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบว่าจะเลือกวิธีสร้างอย่างไร คำถามนั้นจึงกลายเป็นเรื่องของตอนถัดไป