ก้าวแรกกับ AI · ตอนที่ 02

โจทย์แรก: Thai Health Buddy

พ่อทบทวนคำถามสุขภาพกับ Buddy ผ่านบันทึกบริบท

หลังจากเห็นว่า Codex ทำงานได้ คำถามถัดไปของผมไม่ใช่จะสร้างอะไรให้ใหญ่ที่สุด แต่คือจะนำมันไปทดลองกับปัญหาอะไรที่ผมเจออยู่จริง

ปัญหาที่เจอจริง — จาก Notepad สู่ Thai Health Buddy

ปัญหานั้นเริ่มจากการคุยเรื่องสุขภาพ วิธีแก้เฉพาะหน้าด้วยการจดข้อมูลลง Notepad ทำให้ผมเห็นทั้งประโยชน์ของข้อมูลรายวันและภาระที่ยังต้องบันทึก รวบรวม และส่งบริบทกลับเข้าไปเองทุกครั้ง

ผมจึงหยิบปัญหานี้มาตั้งเป็นโจทย์แรก ไม่ใช่เพราะรู้แล้วว่าจะสร้างระบบแบบไหน แต่เพราะเป็นปัญหาที่ผมเจอเองและอยากลองหาทางแก้ ถ้าผมบอกข้อมูลบางอย่างไปแล้ว ระบบควรนำบริบทนั้นกลับมาใช้ต่อได้ ไม่ใช่ให้ผมเริ่มอธิบายใหม่ทุกครั้ง และถ้าข้อมูลนั้นจะถูกเก็บไว้ ก็ควรมีจังหวะให้ผมตรวจสอบก่อนว่าเข้าใจถูกหรือไม่

คำถามนี้ทำให้โจทย์เริ่มขยับจากการ “ถามแล้วตอบ” ไปสู่การเก็บข้อมูลที่นำกลับมาใช้เพื่อทบทวนและเข้าใจตัวเองได้ในภายหลัง ไม่ใช่เพียงการหาคำตอบที่ดีในครั้งนั้น

ชื่อ Thai Health Buddy จึงตรงไปตรงมากับสนามทดลองแรกของผม มันเริ่มจากเรื่องสุขภาพเพราะเป็นบริบทที่ผมเจอปัญหาด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าผมรู้คำตอบของระบบตั้งแต่ต้น ผมยังไม่รู้ว่าการเป็น Buddy ที่ดีต้องจำอะไร ต้องถามต่อเมื่อไร หรือควรหยุดตรงไหน สิ่งที่มีในมือมีเพียงปัญหาตั้งต้น และความตั้งใจว่าจะลองทำให้มันใช้งานได้จริง

บทบาทของ AI — ให้ช่วยฟัง ร่างข้อมูล แต่คนเป็นผู้ตัดสินใจ

ตอนนั้นโจทย์ของผมจึงยังไม่ใช่การสร้างระบบสุขภาพที่รู้ทุกอย่าง แต่เป็นการดูว่า ถ้าเริ่มจากข้อมูลที่ผมมีอยู่จริง ให้ Buddy ช่วยฟัง ทำความเข้าใจ สร้างร่าง และให้ผมตรวจสอบก่อนเก็บ มันจะช่วยให้ผมกลับมาทบทวนตัวเองได้หรือไม่

พอเริ่มคิดว่าจะทำให้มันเป็น Product ผมก็เอาแนวทางการทำ Product ที่ผมคิดไว้มาใช้ตั้งแต่ต้น ผมเริ่มจาก Product Vision ก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับและต่อยอดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่พยายามวางคำตอบทุกอย่างให้เสร็จตั้งแต่วันแรก เพราะตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Product จะพาไปเจอคำถามอะไรบ้าง

ยืมกรอบ ISO 29110 — วาง Product Vision ให้ชัดแต่แรก

ก่อนเริ่มเดินงาน ผมนำวิธีบริหารโครงการและ มาปรับใช้กับการวางเอกสาร ผมไม่ได้ทำตามทั้งหมด แต่เลือกใช้บางเรื่อง เช่น กำหนดขอบเขต วางแผน จดสิ่งที่ตัดสินใจ และกลับมาทบทวนผล

ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่อง Prompt เลย ผมคุยกับ Chat เหมือนคุยกับคน ถามไป เล่าไป อธิบายบริบทไป แล้วดูว่ามันตอบกลับมาอย่างไร วิธีคุยแบบนั้นทำให้ผมเห็นว่า Chat ช่วยคิดและช่วยต่อบทสนทนาได้ แต่ถ้าผมต้องการให้ AI เข้ามาช่วยทำ Product ต่อเนื่อง ผมไม่ควรฝากความเข้าใจทั้งหมดไว้ในบทสนทนาเพียงอย่างเดียว

“เอกสารต้องถูกวางไว้เป็นกรอบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สิ่งที่ค่อยกลับมาเขียนหลังจาก Product เสร็จแล้ว เมื่อ AI เข้ามาอ่าน มันควรใช้สิ่งที่เราวางไว้เป็นจุดตั้งต้นในการทำงานต่อได้ โดยที่เราไม่ต้องพิมพ์อธิบายบริบทเดิมซ้ำไปซ้ำมาทุกครั้ง”

คุยกับ AI ด้วยเอกสาร — ไม่ฝากงานไว้ในแชตอย่างเดียว

ผมจึงคิดว่าต้องเตรียมเอกสารให้ AI เข้ามาอ่านและช่วยทำงาน โดยแต่ละ Document ต้องมีขอบเขตพอดี ไม่มากจน AI อ่านแล้วจับประเด็นหลักไม่เจอ และไม่น้อยจนต้องเติมบริบทเองแล้วพาเรื่องหลุดไปจากสิ่งที่ผมตั้งใจไว้

เมื่อเริ่มจาก Product Vision แล้ว ผมก็ค่อย ๆ วางขอบเขต คำถาม และการตัดสินใจลงไปในเอกสาร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนครั้งเดียวแล้วจบ แต่เปลี่ยนไปตามสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการลงมือทำ เอกสารจึงไม่ได้เป็นงานที่ทำหลัง Product เสร็จ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Product ตั้งแต่ต้น

เมื่อแนวคิดของ Product ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ผมจึงค่อยเห็นว่ามีหลายส่วนเข้ามาประกอบกัน: ข้อมูลส่วนตัว เป้าหมาย ข้อมูลสุขภาพ กิจกรรม และการทบทวน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ระบบเก็บข้อมูลได้มากที่สุด แต่เพื่อช่วยตอบว่าข้อมูลแบบใดมีประโยชน์ต่อการเข้าใจตัวเองและการตัดสินใจ ส่วน AI ช่วยฟัง จัดระเบียบ สกัดข้อมูล และเสนอสิ่งที่อาจเป็นประโยชน์ แต่คนยังเป็นผู้ตรวจสอบและผู้ตัดสินใจอยู่เหมือนเดิม

ภาพนี้ไม่ได้อยู่ในหัวผมครบตั้งแต่วันแรก มันค่อย ๆ ชัดขึ้นจากการทำงานและจากคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างทาง สิ่งที่ผมรู้ในช่วงเริ่มต้นมีเพียงว่า Product ต้องไม่ซับซ้อนเกินไป ต้องควบคุมต้นทุนได้ และต้องทำให้เดินต่อได้ในเวลานอกงาน รายละเอียดว่าจะแปลงเงื่อนไขเหล่านี้ให้เป็นวิธีสร้างอย่างไร จึงกลายเป็นคำถามของตอนถัดไป

ตอนนี้ผมมีโจทย์แรกแล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบว่าจะเลือกวิธีสร้างอย่างไร คำถามนั้นจึงกลายเป็นเรื่องของตอนถัดไป